Pakorn's profile♂·٠•●*★*·´¯`·*MY SPACE*·...PhotosBlogLists Tools Help
Photo 1 of 8

ชื่อภกรณ์คับ มลสิริเรืองเดชคับ

Occupation
No list items have been added yet.

September 30

ขี้เกียจลง......หรือเปล่า?

          ไม่ได้มาอัพนานมาก  เป็นเพราะเปลี่ยนเมลล์ด้วยแหล่ะมั้ง   ตอนนี้ก็ใกล้จะสอบ Final แล้ว  ความรู้สึกต่างกับตอนปี 1 ลิบลับ  ความกระตือรือร้น  ความทะเยอะทะยาน  ความมุ่งมั่น  ความขยัน  มันเหลืออยู่หน่อยเดียว  ไม่แน่ว่าอาจเป็นเพราะความขึ้เกียจหรือเปล่า    แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเหมือนไม่ค่อยสนใจเป้าหมายเดิม  ไม่รู้สึกอยากที่จะไล่ตามคะแนน หรือ ความสำเร็จแล้ว   ไม่รู้สึกสนุกกับการต่อสู้เรื่องการเรียนเลย   กลับอยากเก็บเกี่ยวความสุข  ความสนุก  ให้มากที่สุด  แต่ก็ต้องมีความรับผิดชอบอยู่บ้างอ่ะนะ
          ความรู้สึกนี้  มันเริ่มจากตอนที่รู้ว่าพี่ชายเป็นโรคๆหนึ่ง  อย่าให้บอกเลยว่าเป็นโรคอะไร  แต่เป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาหาย  ทุกคนรู้ดีว่าเมื่อเป็นโรคนี้แล้วคงอยู่ได้อีกไม่นาน  ถึงอยู่ก็เป็นอะไรที่ทุกข์ทรมาน   ตอนนี้เพิ่งเข้าใจคำพูดที่ว่า  ชีวิตคนเราจะอยู่ได้ถึงเมื่อไหร่ก็ไม่รู้   เพราะฉะนั้น  อยากทำอะไรก็รีบทำซะเหอะนะ  แต่อย่าลืมหน้าที่ของตัวเองจนหมดล่ะ
May 04

กลิ่น...

       เรื่องที่จะลงสเปซวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ผมรู้สึกกับมันเสมอมา   อ่านๆไปอาจจะรู้ว่าไม่ค่อยมีสาระ  แต่มันคุณอาจจะเคยเป็นแบบผมก็ได้
 
        ทุกคนคงเคยมีความทรงจำมากมาย  ไม่ว่าจะในวัยเด็ก วัยเรียน หรือช่วงไม่กี่วันทีผ่านมา  บ่อยครั้งที่ผมนึกถึงความทรงจำเหล่านั้น  หลายสิ่งมันช่างเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข  ชีวิตในวัยเด็กของผม  วันๆก็คงเหมือนเด็กทั่วไป  เล่นทุกอย่างที่ขวางหน้ากับเพื่อนบ้าน   มีเพื่อนบ้านหลายคนที่ผมคิดถึงแล้วก็อยากเจอ  บางคนเคยสนิทกันมาก  พอพวกนั้นย้ายบ้านไปก็อดเซ็งไม่ได้  หลายคนไม่มีโอกาสได้ติดต่อกันอีกเลย   แต่มันมีอยู่สิ่งนึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมบ่อยมาก   ในบ้านเพื่อนทุกคน  หรือแม่งกระทั่งสถานที่หลายๆที่  มันก็ต้องมีกลิ่นใช่มั๊ยล่ะ   กลิ่นแบบนั้นๆที่ผมได้กลิ่น  ถ้าเป็นครั้งแรกผมมักจะจำได้  และเมื่อผมได้กลิ่นนั้นอีกครั้ง  ความทรงจำครั้งแรกที่ผมได้กลิ่นมันก็จะแว๊บกลับเข้ามาในหัวผม..............จบละ 
April 26

ความเชื่อเก่าๆ...

   หวัดดีเพื่อนๆที่เข้ามาอ่านทั้งหลาย   หลังจากที่ผมไม่ได้อัพมานานมาก  ถึงวันนี้...ผมมีเรื่องที่เก็บอยู่ในใจมากมายจนอาจจะขี้เกียจเล่าต่อไปก่อนด้วยซ้ำ  บางเรื่องก็เป็นแง่คิดของผมซึ่งคนอื่นอาจจะเห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง  ลองอ่านต่อไปละกัน...

       แต่ก่อนอื่น...เพื่อนๆที่เคยเข้ามาในสเปซผมแล้ว   สังเกตมั๊ยว่าทำไมหน้าตาสเปรซมันดูหรูหราขึ้น   ฮิฮิ   มีสาวน่ารักคนนึงเข้ามาแต่งสเปซให้ผมซะด้วย รู้สึกเธอจะมีหลายชื่อมาก  แต่ผมเรียกเธอว่า ซายน์  ดูดีไปเลยใช่มั๊ยล่ะ  ไม่ต้องอิจฉานะ 555
 
       เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาทั้ง 2 สัปดาห์ผมป้วนเปี้ยนไปมาระหว่างบ้านผม กับบ้านอาม่าอยู่ตลอด  เนื่องจากอาม่าอาการไม่ค่อยดี  ผมก็เลยต้องไปเยี่ยมบ่อยๆ  ก็รู้ใช่มั๊ยล่ะ  คนแก่ก็ต้องการกำลังใจจากหลานๆอยู่แล้ว  และแล้วอาม่าก็จากผมไปจนได้  แต่เรื่องที่ผมต้องการจะให้อ่านไม่ใช่เรื่องเส้าหรอก  แต่เป็นเรื่องที่ผมคิดว่ามันคงขัดกับความคิดของผู้ใหญ่หลายๆคน หลายเรื่องผมเคยพูดให้เพื่อนบางคนฟังไปแล้ว  แต่ในที่ตรงนี้ผมก็ยังจะใช้ประโยคเดิมๆอยู่  หลายคำพูดผมว่าอาจจะไปสะกิดต่อมโมโหใครอยู่บ้าง  ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ก่อนเลยละกัน

       เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเต็มๆ  ผมอยู่งานศพตลอด  และเป็นงานศพของคนจีน  ใครๆที่เคยไปคงรู้ว่ามันวุ่นวายขนาดไหน  พิธีการเยอะขนาดไหน  ซึ่งผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะเกลียดเรื่องพวกนี้อยู่พอสมควร  ที่กล้าใช้คำว่าเกลียดก็เพราะว่า มันรู้สึกยังงั้นจิงๆ  รู้สึกว่าที่ประเทศไทยยังดักดานอยู่ยังงี้เพราะการยึดติดกับคำว่า ความเชื่อของคนโบราณมากเกินไป   พอเด็กจะค้านผู้ใหญ่หน่อยก็เอาแล้ว  ไม่พอใจ  ดุกลับบ้าง คิดอยู่เสมอว่าความคิดของผู้ใหญ่ต้องดีกว่าเด็ก  บางทีก็ดุกลับโดยที่ไม่คิดถึงเหตุผลเลย   อ้างแต่เพียงว่า  คนโบราณเค้าบอกมา   แล้วทำไมหว่า  ตัวเองสมองก็มีไม่ใช่เหรอไง   ดีไม่ดียังไงไม่รู้เหรอ ผู้ใหญ่เค้าบอกกันมาอีกทีก็เชื่อมันหมดอย่างสนิทใจ แค่นี้น่าจะตัดสินเองได้    ก็ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว   ไม่งั้นจะร่ำเรียนหนังสือ  หรือวิทยาการใหม่ๆกันไปทำไม  ถ้าไม่เอามันมาผ่านเข้าหัวสมองเลย   มีหลายเรื่องมากที่แค่ลองคิดซักหน่อยก็น่าจะเห็นว่ามันแปลกๆ   หลายคนอาจจะมองว่าผมบ้ามากเกินไปก็ได้  แต่มันอดคิดไม่ได้จิงๆนะ  

      อย่าว่างู้นงี้เลย  เอาแค่เรื่องพระพุทธเจ้า  ผมว่าหลายเรื่องมันยังไม่จริง บางเรื่องต้องมีคนแต่งขึ้นมาแน่ๆ  ทำไมผมถึงคิดยังงั้นน่ะเหรอ   เคยดูรายการ Game zone มั๊ยล่ะ   แค่จำคำพูดของอีกคนแล้วหันไปพูดกับอีกคน  มันยังพูดกันผิดเล๊ยยย   แล้วจะเอาอะไรกับช่วงเวลา "สองพันห้าร้อยสี่สิบเก้าปี"  ผ่านมากี่ปากต่อกี่ปากแล้วล่ะค๊าบบ   ในหลวงยังทรงตรัสเลยว่า  "จำไว้ว่าทุกๆข่าวมีการบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น"  ผมเคยคิดว่า  ไอ้การสวดมนต์ที่พวกคุณทำกันอยู่นั่นน่ะ  มีซักกี่คนที่จะสนใจความหมาย  ผมว่ามีจำนวนไม่น้อยที่ขอให้ได้ท่องๆไป   ตามความคิดผม  ผมว่าบทสวดมนต์มันเป็นภาษาบาลีใช่มะ  ผมคิดว่ามันคงเป็นคำพูดอะไรซักอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ท่องๆไปเพื่อให้เกิดสมาธิมากกว่า   หรือมีอีกความคิดก็คือ  ผมว่าน่าจะเป็นพวกสาวกที่ศรัทธาแล้วก็เลยท่องๆมันขึ้นมา  (แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า)  เพราะไม่งั้นคงไม่นิยมจะมีพระพุทธรูปกันหรอก และไอ้มือที่พนมผมคิดว่ามันน่าจะหมายถึงดอกบัว  ที่เวลาไหว้พระแล้วเค้าใช้บูชาพระกันน่ะ    
 
      แต่คนปัจจุบันกลับใช้การกราบไหว้ หรือการบูชาสิ่งที่คนรุ่นก่อนเคารพเหล่านี้เพื่อการ  ขอนู่นขอนี่มากมายไปหมด  ขอหวยบ้าง ขอให้รวยๆบ้าง  ขอให้มีความสุขบ้าง  คุณพี่ค๊าบ  ถ้าขอแล้วได้จริงโลกนี้คงไม่มี พ่อค้า ไม่มีคนกวาดถนน  ไม่มีขอทาน  ไม่มียาม   ไม่มีอีกหลายๆอาชีพที่มันไม่น่าสนุกหรอก  คนเค้าก็ขอกันอย่างเดียวสิ่ค๊าบ  จะบ้ารึเปล่า  ไปยืนพูดกับต้นไม่ใหญ่บ้างล่ะ  ยืนพูดกับพระพุทธรูปที่เค้าสมมติขึ้นมาว่าเป็นพระพุทธเจ้าบ้างล่ะ   มันจะเกิดอะไรขึ้นมาก็ลองคิดดูดีๆ   ไอ้พวกที่จะสอบเข้ามหาลัยหรือจะไปแข่งขันอะไรแล้ว บน กับพระด้วย  ผมว่าพวกนี้ก็แปลกนะ  พอนั่งอ่านหนังสือ หรือนั่งซ้อม พยายามทำมันแทบตาย  แต่เมื่อทำได้สำเร็จ กลับไปให้เครดิตกับพระ  ทำไมล่ะคับ  ถ้าคุณไม่พยายามคุณจะทำมันได้ยังไง  คุณไม่ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองได้ทุ่มเทมันลงไปเลยเหรอ  คุณก็คงตอบอยู่ในใจว่าไม่ใช่ใช่มั๊ย  คุณสมควรจะให้รางวัลตัวเองมากกว่า  ไม่ใช่ไปบอกว่าพระองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์จิงจิ๊งงง  คราวหน้าจะมาขอใหม่   ถ้าคราวหน้าคุณนิ่งนอนใจ หวังให้อากาศ หรือฝุ่นละอองแถวพระองค์นั้นช่วยละก็  ก็รอดูสิ่คับว่ามันจะเป็นยังไง    มีพิธีกรรมทางศาสนาอีกมากมายที่ผมคิดว่ามันแปลกๆ  อย่างเช่น  การกวดน้ำ  ผมไม่เคยเข้าใจเลยซักนิด  ว่าเอาน้ำเทใส่ภาชนะแล้วเอานิ้วแตะ  แล้วก็ท่องๆ อะไรซักอย่าง   จากนั้นก็เอาไปรดต้นไม้.......  แล้วมันยังไงหว่า....เพื่ออะไรหว่า.......ใครจะได้อะไรเหรอ  มันจะได้ได้ยังไงอ่ะ   
 
 
 
       ที่งานศพอาม่าผมก็มีเรื่องแปลกๆมากมายที่ผู้ใหญ่เค้าตั้งใจทำกันเหลือเกิน
      
       อาโกวของผมเอากระดาษเงินกระดาษทองมาให้ผมเผา  แล้วบอกว่า  อาม่าจะได้รวยๆ - -'  ผมล่ะเหนื่อยใจ   ทั้งๆที่ดูเค้าเป็นคนขยัน  ตั้งใจทำงานมาก  แต่คิดอะไรแปลกๆอ่ะ     ผมก็เอาเหอะ ว่างอยู่อ่ะ   ไปยืนเผาๆ  แม่ผมก็เดินมาใกล้ๆ  แม่ผมเป็นคนที่รู้ว่าผมค่อนข้างจะแอนตี้เรื่องพวกนี้   แม่ผมจะเป็นคนที่อยู่ระหว่างคนสองยุค  คือยุคเก่ากับยุคใหม่  ก็เลยรับฟังทั้งสองอย่าง แต่ว่าตัวเค้าน่ะเชื่อคนยุคเก่ามากกว่านิดหน่อย   ผมก็บ่นๆไปว่า   อาม่าจะได้ใช้ตังค์ได้ยังง๊ายย   แม่ก็ยังอุดส่าบอกว่า  นี่ไง  เขม่ามันลอยขึ้นสวรรค์   ผมก็บอกไปว่า มันไม่ลอยขึ้นสวรรค์หรอก  มันลอยเข้าจมูกเบิ๊ด  คิดอีกแง่นึงมันเป็นการทำร้ายตัวเองทางหนึ่งเท่านั้นเอง  สูดเข้าปายๆ  แล้ววันสุดท้าย  กงเต๊ก  เป็นอะไรที่สุดยอดมาก  มีพระจีนมาเต็มเลย ประมาณ 7 รูปได้มั้ง  ผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่าพระกับเครื่องประดับเหล่านี้ต้องจ้างมา  ราคารวมเป็นแสนเชียวนะ  เป็นไงคับ  แสนนึงเริ่มน่าศรัทธาขึ้นมามั่งรึเปล่า  มีวงดนตรีมาเล่นด้วย  แต่เป็นวงพวกงานศพนั่นแหล่ะ  มาด้วยกันมั้ง  มีคีย์บอร์ด  กู่เจิ้ง(สะกดงี้ป่ะ)  กลอง  แล้วก็ฉาบ  ด้านหน้าที่พวกเรานั่งทำพิธีกัน โอโหมีรูปเทพเจ้ามากมายไปหมด  มันอารายก๊านน  ผมว่าพวกนี้มันนิยายทั้งนั้นแหล่ะ   เช่ารูปภาพมากราบไหว้กันใหญ่   ผมยังอดสงสัยไม่ได้ว่า  พระจีนที่เค้าสวดกันอยู่เค้าก็เชื่ออย่างนั้นเหมือนกันเหรอ   เห็นบางทีเค้ามีการเอาภาชนะอะไรก็ไม่รู้ที่ใส่น้ำไว้  แล้วก็เอามือวาดๆอากาศ  แถวๆปากภาชนะ  แล้วก็ทำปากหมุบหมิบ  เหมือนพวกโปโยโปโลเย อะไรเทือกนั้นอ่ะ  ทำหลายรอบอยู่เหมือนกัน  ช่วงนั้นเราก็จะต้อง กราบ กราบ แล้วก็กราบ  ผมสงสัยว่าที่เค้าทำปากหมุบหมิบนั่น  พูดไรอ่ะ   แล้วศรัทธายังงั้นอยู่จริงๆเหรอ  ถึงได้ทำซะ   พระพวกนี้ก็หนุ่มๆกันทั้งนั้นเลยนะ  ทุกคนน่าจะไม่เกิน 30  หลายคนผมว่ายังไม่ 25 ด้วยซ้ำ    มีอยู่ช่วงนี้พระรูปนึงเค้าพูดขึ้นมาว่า    ขอวิญญาณคุณแม่กิมเล๊ง (อาม่า) จงมาที่แห่งนี้   ผมอยากจะลุกขึ้นแล้วตะโกนบอกว่า  โฮ้ยย  อาม่าผมเค้าฟังภาษาไทยออกที่หนายยย     จีนแต้จิ๋วสิ่ค๊าบบ   พูดจีนแต้จิ๋ว  
 
      แต่ที่ผมเห็นสังเกตเห็นอย่างหนึ่งคือ  ญาติของผมมารวมกันเยอะมาก  หมดเลยก็ว่าได้  ในงานศพครั้งนี้   ผมจึงมองว่าคนโบราณเค้าจัดงานศพ กับพัธีกงเต๊ก หรือเชงเมงอะไรขึ้นมาก็ตามแต่  เพื่อจะให้ญาติพี่น้องมารวมกันมากกว่า   ผมว่านั่นอาจจะเป็นจุดประสงค์    
 
      ฮ้า   วันนี้ว่าจะพูดเรื่องอื่นด้วย  แต่เรื่องความเชื่อนี่ซัดไปกี่ Kb แล้วเนี่ย   ที่จริงยังมีเรื่องอีกเยอะมากที่ผมมองว่ามันแปลกๆ  อ่ะ  ขออีกนิดละกัน  อย่างเรื่อง ผีๆ ไง   ตอนเด็กๆผมก็เชื่อหรอก  แต่เลิกเชื่อสนิทใจมาหลายปีแล้ว   ผมมาคิดดูดีๆผมว่า  ถ้าลองโลกนี้  ไม่มีโทรทัศน์   หนังสือ หรือสิ่งพิมพ์อะไรก็ตามแต่  ผมคงไม่มีโอกาสได้เห็นผีแน่ๆ   เพราะอะไรน่ะเหรอ   เพราะผมว่าผีมันก็เป็นภาพวาด กับนิทาน และการ์ตูน เหมือนกัน  ผมว่ามันคงจะอารมณ์เดียวกับที่ หลายคนเชื่ออย่างสนิทใจว่า  ไดโนเสาร์ที่เค้าค้นพบแค่เพียงกระดูกก็รู้ทันทีว่าเป็นสีนั้นๆ  ที่คุณเคยเห็น  แต่คุณแปลกใจมั๊ยว่า  เค้าเจอแต่โครงกระดูกไม่ใช่เหรอ  ทำไมถึงรู้สีได้ล่ะ  ถ้าไม่มีเหตุผลอื่น(ไม่น่าจะมีเพราะสีมันก็น่าจะเปลี่ยนตามกาลเวลา)  ผมว่าเค้าน่าจะสมมติขึ้นมาเท่านั้น 
 
 
     ผมต้องขอย้ำตรงนี้อีกทีว่า  ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของผมเท่านั้น  แล้วเพื่อนๆล่ะ  เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยยังไง  ก็เชิญเม้นท์ได้เลยนะค๊าบบ   แล้วเร็วๆนี้คงได้เจอกันอีก 
 
     
March 02

ช่วงสอบ

เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่
 
 
    สอบแล้วก็มานั่งเสียใจ หรือ ดีใจ   ที่จิงถ้าลองคิดดูดีๆ เราก็ผ่านเหตุการณ์แบบนี้มาเป็น 10-20ครั้งแล้ว  และไม่ว่าคะแนนมันจะดีหรือไม่ดีเมื่อเวลาผ่านไป  ความผิดหวัง  ความภูมิใจที่เรามี  มันก็จางหายไปเรื่อยๆ  เคยคิดว่าเข้ามหาลัยจะไม่สนใจเกรดแล้วน๊า  กะเอาแต่ความรู้  แต่สุดท้ายมันก็มีเรื่องมาให้ต้องใช้เกรดจนได้  ก็เยอรมันไงฟะ  คัด 3 คน จากทั้งภาค เป็นโอกาสแรกที่จะได้ไปเรียนต่างประเทศโดยไม่ต้องเสียตังค์พ่อแม่ จะให้ยอมแพ้ได้ไง   การหวังในสิ่งที่ยากเป็นทุกข์ก็จิงอยุ่  แต่ถ้ามองในแง่ดี  การมีเป้าหมายอะไรซักอย่างที่มันยาก  มันก็ทำให้เราพัฒนาเร็วดีนะ แต่ยังไงก็ตามเราก็หวังว่าถ้าถึงวันที่เราผิดหวังเมื่อไหร่  เราจะสามารถปล่อยมือจากสิ่งที่เรากำไว้ซะแน่นได้อย่างไม่เสียใจนะ (โคดคม)

 
ติวแล้วเห็นผล
        หลังจากที่ติวแคลให้เพื่อนๆบางคน (ถึงจะติวไม่จบ แอบหนีออกมาเพราะอ่านไม่ทันก็เหอะ)  ก็รู้สึกว่าเข้าใจแคลคูลัสลึกซึ้งขึ้น  เพราะเพิ่งเคยเป็นคนติวถึงได้รู้ว่า  ถ้าเรื่องไหนไม่เข้าใจลึกซึ้งจริงๆ  ก็ไม่สามารถอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้เลยเหมือนกัน  เพราะฉะนั้นตูก็เลยต้องอดหลับอดนอน ตะบี้ตะบันอ่าน ทำโจทย์ คิดคำอธิบาย เตรียมแบบฝึกหัดไว้ให้พวกมึงคร่าวๆ  แต่เดิมทีตูก็ไม่ใช่คนที่เก่งเลขมาแต่ไหนแต่ไรอยู่ละ  เพราะฉะนั้นโจทย์ยากเกินไปก็ต้องปล่อยมานปาย  ก็รู้อยู่ james fin ไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้นซักหน่อย 
      3 ชั่วโมงที่สอบเป็นช่วงเวลาที่ความรู้สึกมากมายลอยขึ้นมาเต็มหัว  ตื่นเต้น ลนลาน พอข้อไหนติดขัดก็ชักจะใจเสีย  บางข้อทำรอบแรก นึกว่ายากแสนยาก  พอกลับมาทำรอบที่สอง กลับนึกได้ว่า เห้ย!! นี่กูเคยทำแบบฝึกหัดแบบเดียวกันเลยนี่หว่า   แต่...แม่งทำยังไงฟะ  นั่งนึก นั่งลองทุกวิถีทางที่คิดออก  เขียนๆลบๆ จนกระดาษเปื่อย  นี่เป็นข้อสุดท้ายที่ตูไม่มั่นใจ  ถ้าเกิดผ่านข้อนี้ไปได้  ตูมั่นใจว่าถ้าเค้าตรวจไม่กวนโอ๊ย  ต้องได้ 100 เต็มแน่ๆ เสียอย่างมากก็ 95 วะ  (แต่ในใจหวังจะทำลายสถิติ 98/100 ของไอ้พีท_สนธิ) นั่งคิดอยู่ประมาณ 10 นาทีได้ (ข้อเดียวนะนี่)  คิดไม่ออกจิงๆ  กำลังจะถอดใจ  เหลือบเห็นนาฬิการุ่นพี่ที่เดินออกจากห้องสอบ...เวลาแม่งเหลืออีกตั้งเยอะนี่หว่า  ทำไมตูต้องถอดใจด้วยวะ   ว่าแล้วก็เงยหน้าพักแป๊บนึง  แล้วก็นั่งคิดต่อนิ่งๆ  สุดท้าย ก็ ปิ๊ง!!  นั่งเขียนๆๆ ด้วยความดีใจ  และไม่ประมาท ตรวจตราอีกรอบ...2รอบ...3รอบ  ปรากฎว่าเจอจุดผิดตามข้อต่างๆ หลายที่เหมือนกัน  ถ้าไม่ตรวจละก้ออ ไม่ต้องทำลายสถิติกันแล้ว....เห้ออ เล่ามาเหมือนตูกำลังสู้กับข้อสอบยังไงก็ไม่รู้ว่ะ  มีจุดไคลแมกซ์ซะด้วย  ก่อนออกจากห้องสอบ  คิดว่าจะบอกเพื่อนว่าทำไม่ค่อยได้  ทำหน้าบูดๆเดินออกจากห้อง  แต่พอก้าวออกจากประตู  หน้าตูมันก็ยิ้มขึ้นมาเอง  แล้วความลับที่ตูกะจะเก็บ มันก็ทะลักออกมาหมดด้วยความขี้อวด  555  เห็นเพื่อนหน้าซีดไปหลายคนมานั่งคิดดูก็รู้สึกผิดเหมือนกัน แม่งต้องหมั่นไส้กูแน่ๆเลย แต่ยังไงๆ ถึงไฟน่อลได้ A ตูก็ได้เกรดรวมแค่ B อยู่ดีอ่ะ GPA ก็ลดอีก  แต่แค่นี้ก็ดีใจมากแล้ว ลดน้อยดีกว่าลดเยอะเนาะ  วันแรกเอาฤกษ์เอาชัยได้   สุดท้ายก็ต้องขอบคุณเพื่อนๆที่ให้ตูติวทำให้ปึ้กขึ้นมาก  ไม่รู้ว่าช่วยพวกมึงได้มากแค่ไหน  แต่ก็ขอให้โชคดีกับคะแนน  แล้วมาให้ตูติว discrete เสาร์นี้อีกน๊า (ไม่ได้เจตนาจะติวทับน้องหนูน๊า  แค่อยากทำให้ตัวเองปึ้กขึ้น) 

        หลังจากสอบเส็ดกลับมา  อารมณ์ที่ดีอยู่แล้ว  เจอจับกังแถวบ้านที่ยืมกีตาร์ตูแล้วดิสแอพเพียไป 3 วัน ก็เดินถือกีตาร์โท่งๆ ออกมาพอดี  ตูก็ตรงเข้าไปทวงอย่างไม่รีรอ  ดีที่มันคืนดีๆ  ไม่งั้นอารมณ์ต้องกลับมาเสียแน่ๆ  กลับเข้าบ้านก็วางกีตาร์ นั่งอ่านดราก้อนบอลรวดเดียว 3 เล่ม  ประมาณ 3 โมงเย็น  อารมณ์ยังดีไม่หยุด   เข้าห้องน้ำไปซักกางเกงใน  เส็ดออกมา  ตัวเปียกๆ มานั่งอ่าน discrete math อ่าน+ทำโจทย์  ไปประมาณ 4 จุด  ไอ้จับกังมาปรากฎตัวที่หน้าประตู  นึกว่าจะมายืมกีตาร์อีก  อีหอก เพิ่งยืมตูแล้วหายไป 3 วัน  คืนมา 4 ชั่วโมง มึงจะมาเอาไปอีกแล้วใช่มั๊ย   ปรากฎว่าแม่งยืมจิงๆ!  ทั้งๆที่กีตาร์อยู่ด้านขวามือของมัน  ตูก็ยังกล้าบอกว่าพี่ชายเล่นอยู่  แม่งก็ทำตาเล็กๆใส่ตู แล้วก็ออกไป  แม่งไม่ช่างสังเกตเอาซะเลย  นี่ถ้ามันตีประตูหน่อย  กีตาร์คงล้มมาทับนิ้วตีนมันไปแล้ว  ระหว่างที่กำลังโล่งใจ..."ไอ้เบิร์ด!!!"   แม่งโผล่หน้าเข้ามาใหม่  "เตะบอลป่าว?"  เฮ้อออ ตกใจโม๊ดด นึกว่าอะไร ตูก็รีบตอบไปว่าเตะๆ เดี๋ยวตามไป  ว่าแล้วก็สะบัดก้นจาก discrete math ไปเตะบอลอย่างสบายใจ   หลังจากไม่ได้เล่นสนามแถวบ้านมานาน  รู้สึกมีความกระตือรือร้นอยากไล่บอลอย่างมาก  วิ่งไล่จนแม่งเล่นกันไม่ออกเลย  สบายใจมาก  วันนี้ดูอะไรๆก็เป็นใจไปหมด  กลับเข้าบ้านลองหยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่น  ชะเห๊ดดด  คอร์ด F ที่ตูเฝ้ารอ  จากที่ดีดแล้วเป็นเสียงปิ๊กขูดกับลวด  กลายเป็นเสียงเพราะๆ แย้ววว  ตอนนี้พยายามเปลี่ยนไปหาคอร์ด F ให้คล่องอยู่ 
 
 วันนี้แม่งดีจิงๆโว้ยยยย
January 01

*.*.*.*.* หะ..หะ...ปีใหม่มาแว้ววว *.*.*.*.*

ปีใหม่แล้ว...แต่ตูยังเปลี่ยนคอร์ดไม่คล่องเหมือนเดิม  นิ้วเหวอะแล้วแต่เจือกอยากเล่นไม่หยุด  รู้แล้วว่าตีคอร์ดยังไงมั่ง  แต่พออยู่ในเพลงจิงๆ ลืมว่ะ  พยายามอยู่เฟ้ยยย